กราบหัวใจ!!! สาวไทยแต่งงานกับสามีฝรั่ง ที่เป็นมะเร็งระยะสุดท้าย ก่อนเจอเรื่องราวที่คาดไ

loading...

กราบหัวใจ!!! สาวไทยแต่งงานกับสามีฝรั่ง ที่เป็นมะเร็งระยะสุดท้าย ก่อนเจอเรื่องราวที่คาดไม่ถึง น้ำตาไหลพีคหัวใจแรง!!

เป็นเรื่องราวที่ชาวเน็ตแห่แชร์กันเป็นจำนวนมาก เมื่อผู้ใช้เฟสบุ๊คชื่อ เที่ยววันยังค่ำ ได้ออกมาโพสต์เรื่องราวประสบการณ์จริงที่เกิดขึ้นกับตัวเองโดยระบุข้อความว่า…

” เรื่องเกิดขึ้นเมื่อต้นปี 2007 สามีซึ่งตอนนั้นยังเป็นแฟนกันอยู่ ตรวจพบก้อนผิดปกติที่ลูกอัณฑะ เราก็เลยพาไปหาหมอที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่งย่านสะพานควาย หมอก็ตรวจเลือด ตรวจทุกอย่าง แล้วก็วินิจฉัยว่า เป็นแค่ก้อนเนื้อที่ไม่ใช่เนื้อราย จะใช้วิธีการรักษา โดยการกินยา เป็นเวลา 1 ปี พอเริ่มกินยาก้อนเนื้อมันก็เล็กลงเรื่อยๆ ทุกอย่างเหมือนจะดี แฟนเราก็กินยามาอย่างต่อเนื่อง จนครบปีได้เวลาหยุดยา

หลังจากหยุดยาได้ไม่นาน ก้อนเนื้อมันก็โตขึ้นมาอีก ทีนี้หมอแนะนำให้ผ่าออก เราก็บอกแฟนว่า ผ่าไปเถอะ อย่าไปคิดมากเลย เอาชีวิตไว้ดีกว่า แฟนเราตกลงว่าผ่า นัดวันแอดมิด แต่ไม่รู้ว่าแฟนเราเครียด หรือว่าอะไร อยู่ๆ ก็มีอาการปวดท้องมาก จนต้องเข้าแอดมิดด่วน ก่อนวันนัดผ่าตัด1วัน หมอให้แฟนเราเข้าทำ CT scan ทันที ตอนออกมาจากห้องทำซีที แฟนเราหน้าเสีย เพราะเขาได้ยินเจ้าหน้าที่คุยกันว่า พบก้อนเนื้อขนาดใหญ่ในตับ กินขนาดตับไป75% สงสัยจะไม่รอด เจ้าหน้าที่ไม่รู้ว่าแฟนเราฟังภาษาไทยรู้เรื่อง

หลังจากนั้น หมอก็เรียกเราเข้าไปคุย ว่าจะเอายังไง เราบอกว่าจะรักษา เริ่มจากผ่าเอาอัณฑะออกไปก่อน แล้วค่อยรักษาที่ตับต่อไป หมอคนนั้นบอกว่าจะผ่าอัณฑะ ออกให้ แต่เขาขอไม่รักษาต่อ เพราะเขาบอกว่าเป็นระยะสุดท้ายแล้ว เขาไม่อยากเสี่ยงรักษาฝรั่ง เขากลัวว่าถ้ามีอะไรผิดพลาดจะโดนฟ้อง เราก็โอเค เดี๋ยวทำเรื่องย้ายไปรักษากับหมอเก่งๆก็ได้ หลังจากแฟนเราฟื้นจากการผ่าตัดลูกอัณฑะออก ก็มีอาการปวดหลังมาก โดยไม่มีสาเหตุ หมอวินิจฉัยต่อว่า มะเร็งกระจายไปในกระดูกสันหลังแล้ว (เดี๋ยวตอนหลังจะเฉลยว่า อาการปวดหลังเกิดจากอะไร) ตอนนั้นคือแบบว่า ไม่มีอะไรจะแย่ไปกว่านี้แล้ว แต่เรา2คนก็ มองหน้ากัน แล้วไม่ยอมแพ้ คิดว่าเอาวะสู้กันสักตั้ง เพราะแฟนเราก็ยังอายุน้อย แล้วตอนนั้นก็เป็นช่วงที่ร่างกายฟิตมาก ต้องบอกก่อนเรา แฟนเราเป็นคนดูแลสุขภาพดีมาก มาโดยตลอด กินคลีน ออกกำลังกาย เล่นเวท ไม่กินเหล้า ไม่สูบบุหรี่ แต่สาเหตุหลักเกิดจากกรรมพันธุ์

หลังจากการผ่าตัด เราก็ทำเรื่องขอไปรักษาต่อกับอาจารย์หมอที่เก่งที่สุด ที่โรงพยาบาลจุฬา ซึ่งแน่นอนว่าหมอเก่ง คิวยาวมาก ไม่ได้เขาไปรักษากันง่ายๆ แต่เราก็รอไม่ได้แล้ว นี่ก็เป็นเรื่องน่าเศร้าของวงการแพทย์ไทย คนไทยมีบุคลากรไม่เพียงพอแต่ความต้องการจริงๆ โชคดีที่เรารู้จักพี่คนหนึ่งซึ่งเป็นพยาบาลอยู่ที่นั้น ทำเรื่องให้เข้าไปรักษาด่วน วันที่ไปพบอาจารย์หมอครั้งแรก ก็ได้เจาะเลือด ผลเลือดออกมาว่า ค่ามะเร็งสูงริบลิ่ว หมอเลยสั่งแอดมิดด่วน ใช้เวลาที่คุยกับอาจารย์หมอ ไม่เกิน10นาที แบบว่ารีบคุยๆ รีบออก เพราะคนไข้นั่งรออีก เยอะมาก หลังจากพบหมอก็ทำเรื่องต่อคิวเข้าแอดมิด โรงพยาบาลใหญ่ของรัฐ ไม่ใช่จะเข้าไปรักษากันง่ายๆ เตียงไม่พอต้องต่อคิวกันเป็นเดือนๆ เราตกลงว่าจะเข้าแอดมิดที่ตึกพิเศษ จ่ายแพงหน่อย แต่ได้คิวเร็วกว่า อีกความโชคดีคือ แฟนเราเป็นอาจารย์สอนเด็กประถม ที่โรงเรียนชื่อดังแห่งหนึ่ง พอเด็กๆและผู้ปกครองทราบเรื่อง ก็ช่วยกันบริจาคเงินมาช่วยค่ารักษาพยาบาล เรากับแฟนซาบซึ้งใจมาก และไม่เคยลืมบุญคุณของทุกท่านในครั้งนี้

พอเข้าแอดมิดเรียบร้อย หมอก็มาบอกว่าจะใช้คีโมรักษา กี่คอร์สๆ ต้องนอนโรงพยาบาลกี่วัน บางคอร์ส ไปเช้าเย็นกลับได้ รวมๆ แล้วเข้าๆ ออกๆ โรงพยาบาลอยู่แบบนี้ ประมาณ 3 เดือน วันที่ไปเช้าเย็นกลับ ก็ต้องมาจองคิวกันตั้งแต่ตี 4 ทรมานมากๆสงสารแฟน เราไปจองคิว แฟนนอนรอในรถ เราเห็นแฟนเราตอนให้คีโม เราสงสารจับใจ คลื่นไส้ อาเจียนทั้งวันทั้งคืน กินไม่ได้ นอนไม่ได้ ร่างกายเจ็บปวดไปทั้งตัว ขอยาแก้ปวด แก้คลื่นไส้ ก็ได้ไม่มาก มีโค้วต้าได้ทุกๆ 6 ชม. แต่หลังจาก 2 ชม. ยาก็หมดฤทธิ์แล้ว ที่เหลือก็ทนกันไป แต่เราก็อดทนจนกันจนจบคอร์ส โชคดีที่แฟนแข็งแรง เลยให้ยาได้จบคอร์สโดยที่ไม่ต้องหยุด บางคนที่ร่างกายไม่แข็งแรงพอ ร่างกายฟื้นตัวจากคีโมช้า ก็ต้องหยุดให้ยา จนกว่าร่างกายจะดีขึ้น ถึงจะกลับมาให้ยาต่อได้ ระหว่างที่ให้ยา หมอก็ทำ CT scan อาทิตย์เว้น อาทิตย์ เพื่อดูการตอบสนองของยาที่มีต่อก้อนเนื้อ หลังจากได้รับยาก้อนเนื้อ ก็มีขนาดเล็กลงตามลำดับ จนจบคอร์ส ก้อนเนื้อเล็กลงจน เหลือ 25% ของตับ เราถามหมอว่าจะทำยังไงต่อ ใจเราอยากให้ผ่าตัดออกไปเลย แต่หมอบอกว่า มันอาจจะเป็นแค่แผลเป็นที่เหลือ ไม่ต้องผ่าออกก็ได้ เจ็บตัวเปล่าๆ เราก็ถามหมอว่า แล้วถ้ามันโตอีกล่ะ จะทำยังไง หมอตอบก็ให้คีโมใหม่ เราก็พูดอะไรไม่ออก ได้แต่ภาวนาว่าไม่ให้มันกลับมาโตอีก

หลังจากแฟนเราให้คีโมจบคอร์สนั้น เราก็วางแผนที่จะแต่งงานกัน ทุกอย่างถูกจัดเตรียม ในเวลา 1 เดือน เราหมั้นกันมา 2 ปีแล้ว แฟนเราบอกไม่อยากรอ ไม่รู้ว่าอนาคตจะเป็นยังไง เลยอยากแต่งให้เร็วที่สุด และก็ยังต้องไปตรวจเลือด เช็คค่ามะเร็งทุกๆอาทิตย์ ทุกครั้งที่ไปนั่งรอผล ใจมันตุ่มๆต่อมๆ มากกลัวผลเลือดมันขึ้นอีก และในที่สุด อาทิตย์ก่อนวันงาน ผลเลือดกลับมาสูงลิ่ว สูงที่สุดเท่าที่เคยตรวจมา หมอบอกให้เข้าแอดมิดด่วน แต่แฟนเราขอว่าให้ผ่านงานแต่งงานไปก่อน หมอก็ตกลง แต่หมอก็บอกว่าไม่รับรองว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นก่อนรึป่าว เพราะค่าเลือดสูงมากจริงๆ แต่แฟนเราบอกว่าเขายังรู้สึกโอเค เขายังไหว

เราก็วิ่งงานเองทุกอย่าง แฟนเรามีหน้าที่แค่ไปงานอย่างเดียว หลังจากเสร็จงานเราก็พาครอบครัวแฟนไปเที่ยวภูเก็ต ทุกคนพยายามมีความสุข ทำทุกอย่างให้เป็นปกติ เพราะในใจก็แอบคิดว่า อาจจะเป็นครั้งสุดท้ายที่ได้อยู่ด้วยกัน แต่เราไม่คิดแบบนั้น เราคิดว่า ผ่านมาได้ครั้งนึงแล้ว ทำไมจะผ่านมันไปอีกไม่ได้ เราจับมือกันบอกว่ายังไงก็ต้องสู้ต่อไป จะไม่ปล่อยมือกัน หลังจากที่เราขับรถไปส่งครอบครัวแฟนที่สนามบิน ขากลับเราก็เข้าแอดมิดที่โรงพยาบาลทันทั ครั้งนี้ไม่ได้อยู่ตึกพิเศษแล้ว ได้อยู่ตึกเก่า

มันน่ากลัวมาก แต่เราก็เฝ้าตลอดเหมือนเดิม ไม่เคยห่าง ครั้งนี้หมอมาคุยกับเราว่า ต้องใช้สูตรยาใหม่ ต้องใช้ยาจากอเมริกา แต่มันแพงกว่ายาที่ไทยมาก เข็มล่ะ 6 หมื่นบาท จะเอาไหม อย่างน้อยต้องใช้ 4 เข็ม เราก็คิดหนัก ว่าจะเอาเงินที่ไหน เงินที่มีก็ใกล้จะหมดแล้ว เพราะเราทุ่มกับการรักษาในครั้งแรกไปเป็นล้าน ไม่คิดว่าจะต้องวนกลับมาเจอแบบนี้อีก เราก็ขอเวลาหมอโทรไปปรึกษากับครอบครัวสามี(ตอนนี้แต่งงานแล้ว เรียกสามีได้) ตอนแรกก็คิดจะให้เขาช่วยเรื่องค่ารักษา แต่ครอบครัวสามีบอกว่า ถ้าจะต้องซื้อยาจากอเมริกาไปรักษาที่ไทย งั้นก็บินกลับมารักษาที่อเมริกาเถอะ เราก็เห็นด้วย ไม่มีเวลาให้ตัดสินใจมาก เรารีบวิ่งไปที่ห้องผสมยา บอกพยาบาลยกเลิกยา เราจะไม่รักษาต่อที่นี่แล้ว พยาบาลกำลังจะผสมยา เกือบต้องเสียเงิน6หมื่นซะแล้ว

หลังจากเก็บข้าวเก็บของออกจากโรงพยาบาล เราก็มีเวลาเตรียมตัวแค่ 1 อาทิตย์ก่อนเดินทาง ต้องไปรักษาให้เร็วที่สุด เพราะไม่รู้ว่าป่านนี้ค่ามะเร็งสูงไปถึงไหนแล้วจากที่ตรวจครั้งสุดท้ายเกิน 2 แสน ทางครอบครัวสามีเราทำเรื่องติดต่อหมอและโรงพยาบาลที่อเมริกาให้ ส่วนเราก็พยายามทำเรื่องขอเปลี่ยนวีซ่า เพราะเรามีแค่วีซ่าท่องเที่ยว ไม่เคยคิดว่าจะต้องไปอยู่อเมริกา เลยไม่เคยขอวีซ่าแต่งงาน แต่ระยะเวลามันน้อยเกิน มันเปลี่ยนวีซ่าไม่ทัน เราเลยต้องใช้วีซ่าท่องเที่ยวเดินทาง แล้วค่อยไปลุ้นกันที่ตม. เราเตรียมเอกสารสารส่งตัวไปรักษาต่อ เป็นภาษาอังกฤษ เพื่อเป็นหลักฐานให้ตม. เผื่อโดนตรวจ แล้วเราก็โดนเรียกเข้าห้องเย็นจริงๆ เราบินตรงจากกรุงเทพ ถึงอเมริกา (ตอนนั้นยังมีไฟท์ บินตรง) พอถึงตม.ก็ถามว่า ทำไมเราซื้อตั๋วไปกลับ(วีซ่าท้องเที่ยวซื้อตั๋วขาเดียวไม่ได้ ต้องยอมทิ้งตั๋วขากลับ) แล้วสามีเราซื้อตั๋วขาเดียว แล้วมาทำอะไร ทำไมสามีไม่กลับด้วย เราตอบว่ามาทำธุระส่วนตัว แล้วไม่รู้ว่าสามีจะได้กลับรึป่าว เขาก็ถามละเอียดขึ้น เราเลยเอาเอกสารจากโรงพยาบาลให้เขาดู ว่าจะต้องมารักษา แล้วเราต้องมาขอกรีนการ์ด ที่นี่ เจ้าหน้าที่ก็เห็นใจ แล้วให้คำแนะนำว่าต้องทำอะไร หรือติดต่อใครบ้าง แล้วก็ปล่อยออกมา

เมื่อเรามาถึงอเมริกา ก็ไปอาศัยอยู่ที่บ้านพ่อแม่สามี และก็ไปทำเรื่องขอรักษาฟรี สามีอยู่ในเกณฑ์ขอสิทธิ์รักษาฟรีได้ เพราะเป็นบุคคลไม่มีรายได้ และไม่มีทรัพย์สินใดๆ จะบอกว่าตอนเรามามีเงินติดตัวมาแค่ 2000บาท มาแลกแล้วก็ได้ไม่กี่ตัง ตอนนั้นอาศัยกินอยู่กับพ่อแม่สามี ช่วงนั้นลำบากมาก เพราะยังต้องผ่อนบ้านที่ไทย โชคดีที่มีหลายคนช่วยให้ผ่านช่วงนั้นมาได้ ขอบคุณทุกคนจริงๆ

เมื่อถึงเวลาเข้าไปแอดมิดที่โรงพยาบาล ครั้งแรกที่เราเดินเข้าโรงพยาบาลที่นี่ โอ้โห มันช่างต่างจากโรงพยาบาลที่บ้านเราอย่างฟ้ากับเหว เหมือนเรานั่งทามแมทชีนมาในอนาคต เครื่องไม้เครื่องมือทุกอย่างมันดูทันสมัยมาก ผ่านเรื่องเครื่องมือเครื่องใช้ไปก่อน วันแรกที่เข้าไปแอดมิด 1วันเต็มๆ ไม่ได้ ทำอะไรนอกจากคุยเรื่องแผนการรักษากันหมอ หมอแต่ละคน รับผิดชอบในแต่ละส่วน ส่วนรักษา ส่วนให้คีโม ส่วนสเต็มเซลล์ ส่วนผ่าตัด แต่ละคนอธิบายละเอียด มาก ว่าตอนนี้คนไข้อยู่ในระดับไหน แผนการรักษาจะเป็นยังไง ทำอะไรก่อนหลัง เรานั่งฟังก็ได้แต่มึนๆ เพราะเพิ่งมาถึง ภาษาก็ไม่เก่ง แล้วมาเจอศัพท์ทางการแพทย์ล้วนๆ ดีที่สามีช่วยอธิบายให้ฟัง ก็พอเข้าใจบ้าง

แผนการรักษาก็คือ หมอจะให้คีโมที่แรงมากๆ ให้เข้าไปฆ่าเชลล์มะเร็ง แต่ร่างกายจะดรอบมากเพราะคีโมมันจะฆ่าทั้งเซลล์ดีและเซลล์ร้าย ก็จะให้ยาแล้วพักฟื้น แล้วให้คีโมอีก ทำแบบนี้ประมาณ6ครั้ง ช่วง8เดือนแรกเราอยู่โรงพยาบาลตลอดเลย โรงพยาบาลที่นี่ เขาไม่ให้เฝ้า เขาจะมีห้องพักให้เหมือนโรงแรม แต่อยู่คนล่ะชั้น กลางวันเราก็ไปเฝ้าอยู่ ที่ห้องสามี พอกลางคืนเราก็กลับห้องเรา ความแตกต่างของโรงพยาบาลที่นี่คือ เขาละเอียดมาก จดทุกอย่าง คนไข้กินอาหารไปเท่าไหร่ กินน้ำเท่าไหร่ ปัสวะเท่าไหร่ อุจจาระเท่าไหร่ อาเจียนเท่าไหร่ ทุกอย่างต้องตวงแล้วจดบันทึกทั้งหมด ทุกเช้าจะมาเจาะเลือด คือรู้ผลทุกวัน ถ้าผลเลือดมีการขึ้นลง และเมื่อไหร่ที่สามีเรามีอาการคลื่นไส้ หรือเจ็บปวด สามารถขอยาได้ตลอดค่ะ เขามียาหลายขนานให้ได้เรื่อยๆ ทำให้สามีเราทานอาหารได้มากกว่าเดิม ไม่ทรมานเหมือนตอนอยู่ที่ไทย และฟื้นฟูร้างกายได้เร็วขึ้น เป็นแบบนี้อยู่จนหมดคอร์ส

หลังจากจบคอร์สคีโม หมอก็ให้ทำสเต็มเซลล์ โดยการเจาะเอาสเต็มเซลล์ออกมาจากไขสันหลังของสามีเรา ไปเก็บไว้ แล้วทำการให้คีโมที่แรงที่สุด แรงแบบฆ่าเราตายได้ แล้วหลังจากนั้นก็ให้สเต็มเซลล์กลับเข้าไปเพื่อรักษาร่างกายให้กลับมาแข็งแรง ทำแบบนี้อยู่2รอบ หลังจากจบคอร์สสเต็มเซลล์ รอร่างกายฟื้นตัวเต็มที่ แล้วหมอก็วางแผนการผ่าตัดต่อทันที หมอใช้เวลาผ่าตัดเกือบ10ชม. ผ่าตับตรงที่เป็นเนื้อร้ายออกไปครึ่งนึงของตับ ความรู้ใหม่คือ ตับที่เหลืออยู่ครึ่งนึงมันทำงานได้ปกติ และตับมันสามารถสร้างตัวเองให้โตกลับมาขนาดเท่าเดิมได้ เหมือนหางจิ้งจก หลังจกผ่าตัดเสร็จ สามีก็ใช้เวลาประมาณ1ปี เพื่อให้ตับกลับมาขนาดปกติเท่าเดิม และระหว่างนั้นก็ติดตามผล ตรวจเลือดและทำCT ตลอด ผลออกมาว่ามะเร็งมันได้ตายไปหมดแล้ว แต่มันก็สามารถกลับมาโตอีกได้ทุกเมื่อ จนวันนั้นถึงวันนี้ 8 ปีแล้ว เราก็ยังภาวนาอยู่ทุกวันไม่ให้มันกลับมาอีก แต่เราเรียนรู้ที่จะอยู่กับมันให้ได้แล้ว ถ้ามันกลับมา เราจะไม่กลัว และจะจับมือสู้กันต่อไป

กลับมาเรื่องที่สามีเราปวดหลังมาก หลังจากฟื้นขึ้นมาจากผ่าตัดครั้งแรก เราเอาเรื่องมาปะติดปะต่อกันได้ ก็เพราะหมอที่นี่เข้ามาถามว่า สามีเราไปเกิดอุบัติเหตุอะไรมา เพราะCT scan เห็นกระดูกที่หลังมันหัก แต่ตอนที่ถามนี้มันสมานกันแล้ว หักขนาดนี้ ต้องเกิดจากการกระแทกอย่างแรงมาก เราก็บอกว่าไม่ได้ทำอะไร แล้วก็คิดย้อนไปว่าอาการปวดมันเริ่มมาตั้งแต่ตอนไหน สรุปได้ว่าตั้งแต่สามีตื่นขึ้นมาจากการผ่าตัดในครั้งแรกนั้น เป็นอย่างอื่นไปไม่ได้แล้ว ต้องมีอะไรเกินขึ้นระหว่างการผ่าตัดแน่นอน เช่นเกิดการกระแทก หรือ หล่นระหว่างเคลื่อนย้าย แต่มันก็ผ่านมาแล้วก็ไม่ได้อะไรมาก แต่ตอนนั้นเราก็โมโหหมอคนแรก ที่ให้กินยาอยู่1ปีเต็ม ไม่ตรวจเลือด ไม่ทำอะไรเลย ได้แต่ให้ยาไปกินไปวันๆ พอเราไปถามขอสไลด์ชิ้นเนื้อที่ส่งตรวจก็มาเหวี่ยงใส่เราอีก เราก็เลยตัดใจ ช่างแม่ง

เราอยากจะบอกว่าจะประสบการณ์ที่ผ่านมา ระหว่างให้คีโมครั้งแรก เราลองมาหมดอะไรที่ว่าดี ยากระดูกปลาฉลาม ยาสาหร่ายทะเล ยาสมุนไพร น้ำออกซีเจน ฝังเข็ม ไม่กินเนื้อ ไม่กินของแสลง ทำทุกวิธีทาง เพื่อที่จะให้หาย เราชักแม่น้ำทั้ง5 ที่จะให้สามีเชื่อและทำตาม เพราะฝรั่งไม่เชื่อเรื่องแบบนี้ จนเขาก็ยอมทำตาม กินยาเป็นกำมือ แต่แล้วในที่สุด มันก็กลับมาอีก หลังจากนั้นแฟนเราก็ไม่เชื่อ และไม่กินยาอะไรอีก นอกจากที่หมอให้ กินอาหารทุกอย่างที่มีประโยชน์ ไม่ได้ละเว้นอะไร ทำร่างกายให้แข็งแรง จิตใจสดชื่น เมื่อจิตใจเราแข็งแรงมันจะส่งผลไปที่เซลล์ดีในร้างกายของเรา ไปต่อสู้กับเซลล์มะเร็งร้ายให้ค่อยๆตายไปจากร่างกายเราได้ ทั้งหมดทั้งมวลเราไม่รู้ว่าใครจะเป็นมะเร็งขึ้นมาเมื่อไหร่ ตอนไหน ดังนั้นเราต้องรักษาร่างกายให้แข็งแรงอยู่ตลอดเวลา เพื่อเป็นทหารที่ใช้ในการรบต่อสู้กับมัน ถ้าเราจะเป็นในอนาคต

ท้ายนี้ขอให้ทุกคนโชคดี และอย่ายอมแพ้ค่ะ สู้ต่อไป ถ้าเราไม่ยอมแพ้ เราจะชนะ เราเชื่อแบบนั้น เป็นกำลังใจ ให้คนที่ป่วยทุกคน และคนที่คอยดูแลคนป่วยด้วยนะคะ คุณคือคนสำคัญที่สุด คุณเหนื่อยมากเราเข้าใจ เพราะเราผ่านมาหมดแล้ว คุณเป็นกำลังใจสำคัญของคนป่วยนะคะ อยากให้จับมือสู้กันไปเหมือนคู่ของเราค่ะ ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นในอนาคต เราจะไม่เสียใจเพราะเราทำดีที่สุดแล้วค่ะ

สุดท้ายอยากบอกว่าดีใจที่เราได้อยู่ด้วยกันในทุกๆ ช่วงเวลาของชีวิต และจะเป็นแบบนี้ตลอดไปค่ะ Forever Love

ขอบคุณที่มา เที่ยววันยังค่ำ

 
 
Like MYIDOLVN HIHI

Loading...
Loading...